“ ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ” แม้ประโยคนี้จะฟังดูเชยไปซักหน่อย แต่ก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ เพราะการสบตา หรือการสร้าง eye contact นั้นมีความสำคัญต่อการสื่อสาร การสื่ออารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่าที่คิดค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองที่การสบตานั้นมอบสิ่งต่างๆให้กับเด็กได้มากมาย ดังนี้ค่ะ
 
“ สร้างความผูกพัน ” การสบตาประกอบกับการสัมผัสนั้นจะกระตุ้นให้สมองของเด็กและผู้ปกครองหลั่งสารที่เรียกว่า ออกซิโทซิน (oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างความผูกพัน (bonding) ระหว่างเด็กและผู้ปกครองให้เกิดขึ้น ซึ่งการสบตานั้นเริ่มได้ตั้งแต่เด็กยังเป็นทารกค่ะ โดยเด็กทารกจะเริ่มมองเห็นหน้าของคุณพ่อคุณแม่ได้ในระยะ 8-12 นิ้ว ตั้งแต่อายุได้ 2-3 เดือน ซึ่งเราพบว่าโดยธรรมชาติของเด็กนั้น เด็กจะพยายามมองหน้าของผู้ปกครองอยู่แล้ว แต่เด็กจะมองได้นานขึ้นกว่าเดิมถ้าเราสบตากับเค้าไว้ค่ะ
 
“ ทำให้เด็กสงบและรู้สึกอบอุ่น 
ฮอร์โมนออกซิโทซินนั้นนอกจากจะทำให้เด็กเกิดความผูกพันแล้ว ยังช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่น ช่วยให้เด็กคลายกังวลและสงบลงได้ และถึงแม้ภายหลังเด็กจะโตขึ้นจนผ่านวัยทารกแล้วการสบตาก็ยังช่วยเติมความรู้สึกดีๆและกำลังใจให้กับเขาได้ค่ะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา การมองกลับมาเพื่อสบตากับคุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยให้เขามั่นใจขึ้นได้ค่ะ
“ สอนเด็กให้รู้จักอารมณ์ต่างๆ 
การสบตามองหน้ากันช่วยสอนเรื่องอารมณ์ต่างๆให้กับเด็กได้ค่ะ โดยเราพบว่าเด็กจะรู้จักหน้าตาของอารมณ์ต่างๆและสามารถแยกสีหน้าของผู้ปกครองได้ตั้งแต่อายุได้ 3-4 เดือนเลยค่ะ โดยมีงานวิจัยที่ทำการศึกษาคลื่นสมองของเด็กพบว่า สมองของเด็กจะถูกกระตุ้นให้ตอบสนองและเรียนรู้สีหน้าของอารมณ์ต่างๆได้มากกว่า ถ้าใบหน้านั้นๆสบตากับเด็กโดยตรง
“ พัฒนาทักษะด้านภาษา 
การสบตาสำคัญกับทักษะด้านภาษาอย่างมากค่ะ เพื่อที่เด็กจะได้โฟกัสเพื่อเรียนรู้และเลียนแบบการออกเสียงของผู้ใหญ่ค่ะ
“ พัฒนาทักษะสังคม 
เพราะการสบตาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเข้าสังคมต่อไปค่ะ
...จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ผ่านสายตานั้นไม่ใช่แค่เรื่องวิชาความรู้นะคะ เพราะแม้แต่การสบตากับคุณพ่อคุณแม่ก็ยังสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กได้อย่างมากมายทีเดียวค่ะ